แบบฝ กห ด เร อง การศ กษาช วว ทยา จงตอบคาถามต อไปน *********************************************** 1. ช วว ทยา (Biology) ม รากศ พท มาจากภาษากร กค อคาว าอะไร 2. ช ว (Bios) แปลว าอะไร 3. ว ทยา (Logos) แปลว าอะไร 4. ช วว ทยา (Biology) หมายถ งอะไร 5. การศ กษาช วว ทยา ม องค ประกอบท สาค ญ 2 ส วนอะไรบ าง 5.1 5.2 6. Process ทางช วว ทยาหมายถ งอะไร
7. Knowledge เป นผลท เก ดจากการกระทาของมน ษย โดยใช กระบวนการทางว ทยาศาสตร ได แก อะไรบ าง 8. Basic biology หมายถ งอะไร 9. Applied biology หมายถ งอะไร จากต วเล อกต อไปน การศ กษาท กาหนดให เป นช วว ทยาประเภทใด A : ช วว ทยาประย กต (Applied biology) B : ช วว ทยาพ นฐาน (Basic biology) ข อท การศ กษาทางช วว ทยา ต วเล อกท น กเร ยนเล อก 10. การศ กษาร ปร างงล กษณะองค ประกอบของ เซลล 11. การเพาะเล ยงเน อเย อ 12. การค นพบว คซ นป องก นโรคพ ษส น ขบ า 13. การศ กษาอน กรมว ธานของส งม ช ว ต 14. การผสมเท ยม 15. การปล กฝ เพ อป องก นโรคฝ ดาษ 16. จงเข ยนช ออาช พท เก ยวข องก บว ชาช วว ทยามา 5 อาช พ 16.1
16.2 16.3 16.4 16.5 17. ช วว ทยาม ประโยชน ต อด านต อไปน อย างไรบ าง จงอธ บาย 17.1 ด านโภชนาการ 17.2 ด านการแพทย และสาธารณส ข 17.3 ด านส งแวดล อม 18. น กเร ยนทราบหร อไม ว า เพราะเหต ใดจ งต องศ กษาว ชาช วว ทยา
19. ช วว ทยาเก ยวข องก บการด แลส ขภาพร างกายอย างไร 20. ต วอย างเทคโนโลย ท เก ยวข องก บส ขภาพร างกายม อะไรบ าง ม ประโยชน อย างไร 21. เทคโนโลย ท เก ดจากการพ ฒนาทางด านช วว ทยา พ ฒนาการผล ตส งม ช ว ตใหม ระด บเซลล เร ยกว า อะไร 22. ขน นไพศาลท กษ ณ เป นขน นพ นธ ใหม ได มาจากเทคโนโลย ประเภทใด 23. เทคโนโลย ช วภาพค ออะไร จงอธ บาย
24. เทคโนโลย การโคลนน งค ออะไร ม ประโยชน ต อมน ษย อย างไร 25. เทคโนโลย จ เอ มโอ (GMOs) ค ออะไร ม ประโยชน และโทษต อมน ษย อย างไร 26. น กเร ยนค ดว าเทคโนโลย การโคลนน งม ประโยชน ในทางการแพทย อย างไร 27. ความร ทางด านช วว ทยาท พระบาทสมเด จพระเจ าอย ห วทรงสนใจศ กษาและทาการค นคว า ทดลองจนประสบความสาเร จได แก โครงการใดบ าง 27.1 27.2
28. ความเด อดร อนจากอ ทกภ ยท อาเภอว งช น จ งหว ดแพร ม ผลมาจากการขาดความร ทางด าน ช วว ทยาอย างไร 29. ช วจร ยธรรม (Bioethics) หมายถ งอะไร 30. ช วว ทยาแบ งออกเป นแขนงต างๆ หลายแขนง จงอธ บายรายละเอ ยดของแขนงว ชาต อไปน ข อท แขนงว ชา รายละเอ ยด 30.1 Acarology 30.2 Anatomy 30.3 Biochemistry 30.4 Botany 30.5 Cytology
30.6 Ecology 30.7 Entomology 30.8 Embryology 30.9 Evolution 30.10 Genetics 30.11 Histology 30.12 Helminthology 30.13 Icthyology 30.14 Malacology 30.15 Mammalogy
30.16 Microbiology 30.17 Morphology 30.18 Nutrition 30.19 Ornithology 30.20 Paleontology 30.21 Parasitology 30.22 Physiology 30.23 Taxonomy 30.24 Zoology 30.25 Virology
30.26 Bacteriology 30.27 Organology 30.28 Osteology 30.29 Arthrology 30.30 Myology 30.31 Neurology 30.32 Haematology 30.33 Pathology 30.34 Ethology 30.35 Biotechnology
31. พ นธ ว ศวกรรม (Genetic engineering) หมายถ งอะไร 32. GMOs ย อมาจากคาว าอะไร 33. จงยกต วอย าง Biotechnology ท ม ความสาค ญในป จจ บ น 34. ในทางการแพทย ม การร กษาโรคโดยว ธ การใหม เร ยกว าอะไร 35. จรรยาบรรณในการใช ส ตว ทดลองหมายถ งอะไร จงยกต วอย างประกอบ 36. ส ตว ทดลองค ออะไร ได แก ส ตว ชน ดใดบ าง
37. ประเด นทางด านช วจร ยธรรมใดท ถ กว จารณ อย างกว างขวางในป จจ บ น และย งไม ม การสร ปท แน นอน 38. โทษของการขาดช วจร ยธรรมในการพ ฒนาเทคโนโลย ต อไปน ส งผลต อมน ษย อย างไร 38.1 การโคลนน งมน ษย 38.2 การใช ฮอร โมนฉ ดให แก ส ตว เล ยง 38.3 อาว ธช วภาพ 38.4 การใช สารเคม ต างๆ เพ อถนอมอาหาร 39. น กเร ยนม ความค ดเห นอย างไรก บคาว า ว ทยาศาสตร ม กทาให ศ ลธรรมเส อม
40. น กเร ยนค ดว า พ ช GMOs ก บคนไทย จาเป นหร อไม อย างไร 41. น กว ทยาศาสตร ท ด ควรม ค ณสมบ ต อย างไร 41.1 41.2 41.3 41.4 41.5 41.6 42. ว ธ การนามาซ งความร ความเข าใจในความล ล บของปรากฏการณ ต างๆ ในธรรมชาต โดยเฉพาะ อย างย งส วนท เก ยวข องก บส งม ช ว ต เร ยกว าอะไร 43. กระบวนการทางว ทยาศาสตร (Scientific process) ประกอบด วยข นตอนอะไรบ าง 43.1 43.2
43.3 43.4 43.5 43.6 44. กระบวนการทางว ทยาศาสตร (Scientific process) ม หลายข นตอน ข อใดถ อว าเป นห วใจสาค ญ ของกระบวนการทางว ทยาศาสตร 45. ค ณสมบ ต สาค ญของน กว ทยาศาสตร ข อใดท ทาให อเลกซานเดอร เฟลมม ง (Alexander Fleming) ค นพบยาเพน ซ ลล น (Penicillin) ซ งสร างจากราเพน ซ ลเล ยม ท งๆท ม ผ ร จ กราเพน ซ ลเล ยมมานาน แล ว 46. ยาเพน ซ ลล น (Penicillin) ม กลไกการออกฤทธ ฆ าเช อแบคท เร ยได อย างไร 47. Observation ค ออะไร ม ความสาค ญอย างไร 48. อ ลเบ ร ต ไอน สไตน กล าวเก ยวก บการต งป ญหาไว ว าอย างไร เหต ใดจ งเป นเช นน น
49. การพบเห นปรากฏการณ ใหม ๆซ งข ดแย งก บความร เด มจะทาให เก ดส งใดข น 50. ท กษะ (Skill) ทางร างกายท ใช ในการส งเกตได แก ท กษะใดบ าง 50.1 50.2 50.3 50.4 50.5 51. จากสถานการณ ท กาหนดให น กเร ยน 2 คน ค นน าส บปะรดซ งม น าเช อมคนละขวด แล วนาไป เก บไว เพ อนามาด ม พบว าน าส บปะรดขวดหน งม ฟองอากาศเก ดข นมากกว าอ กขวดหน ง เม อเป ดฝา แล วดมกล นพบว า ขวดท ม ฟองอากาศมากกว าจะม กล นแอลกอฮอล มากกว าอ กขวดหน ง จาก สถานการณ ข างต น น กเร ยนลองต งคาถามให ได มากท ส ด 52. ค ณสมบ ต ท สาค ญข อใดของน กว ทยาศาสตร ท ทาให เก ดการประด ษฐ ส งใหม ๆข นตลอดเวลา
53. การส งเกตท ด ห ามนาความค ดเห นส วนต วไปปะปนก บข อเท จจร งท ส งเกต เพราะเหต ใด 54. การวางโครงการทดลองท ด ควรย ดถ อข อใดเป นหล กสาค ญ 55. จงยกต วอย างประโยชน ของการเป นคนส งเกต 56. ให น กเร ยนระบ ว าการส งเกตส งต อไปน ต องใช ท กษะการส งเกตด านใดบ าง 56.1 ส งเกตดอกชบาต งแต เร มปล กจนออกดอก 56.2 ส งเกตผ ดเปร ยวหวานท วางบนโต ะก บข าว 56.3 ส งเกตปฏ ก ร ยาท เก ดจากการผสมสารเคม 2 ชน ด 56.4 ส งเกตพ ดลม 56.5 ส งเกตเคร องบ นของสายการบ นไทย 56.6 ส งเกตแอร (เคร องปร บอากาศท เพ งซ อ) 56.7 ส งเกตน าตาลไตรโอสท ได จากการทดลอง
56.8 ส งเกตรถไฟฟ า BTS 56.9 ส งเกตเส อเช ตท กาล งจะซ อในตลาด 56.10 ส งเกตสาวงามท เข าประกวดนางสาวไทย 57. การต งสมมต ฐาน (Hypothesis) หมายถ งอะไร 58. สมมต ฐานท ด ควรเป นอย างไร 59. การต งสมมต ฐานได มาจากอะไร 60. การต งสมมต ฐานควรม การต งคาถามอย างไร ข นต นด วยคาว าอะไร ลงท ายด วยคาว าอะไร 61. การต งสมมต ฐานท ถ กต อง ข นอย ก บป จจ ยใดบ าง
62. สมมต ฐานท ด ควรม ล กษณะท สาค ญอย างไร 62.1 62.2 62.3 62.4 62.5 63. การต งสมมต ฐานท ด ม ประโยชน อย างไร 64. สมมต ฐานม ความสาค ญในการแก ข อสงส ยทางว ทยาศาสตร อย างไร 65. สมมต ฐานม ความจาเป นต องถ กต องหร อเป นจร งเสมอไปหร อไม 66. สมมต ฐานจาเป นต องม ข อเด ยวหร อไม อย างไร 67. ก อนการต งสมมต ฐาน ควรเป นลาด บของข นตอนใด
68. ข อม ลค ออะไร 69. ข อม ลท ด ควรม ล กษณะอย างไร 70. สมมต ฐานของข อม ลท ว า เม อปอกเปล อกผลแอปเป ลแล วท งไว ส กคร ผลแอปเป ลม ส น าตาล น กเร ยนจะต งสมมต ฐานว าอย างไร 70.1 70.2 71. สมมต ฐานในต วเล อกใดท สามารถตรวจสอบได โดยว ธ การทดลองทางว ทยาศาสตร ข อท สมมต ฐาน การตรวจสอบ ได ไม ได 71.1 อาหารแต ละชน ดจะถ กย อยด วยน าย อยต างชน ดก น 71.2 การงอกของเมล ดจะทาให อากาศบางส วนหมดไป 71.3 ส งม ช ว ตเร มแรกท เก ดข นบนโลกค อพ ช 71.4 ม สารคล ายข ผ งเคล อบอย บนผ วใบ ซ งม หน าท ช วยป องก น การระเหยของน า 72. จากการส งเกตเห นปลาฉลามสามารถอาศ ยได ท งในน าทะเลและน ากร อย สมมต ฐานท น าจะ เป นไปได ค ออะไร
73. การตรวจสอบสมมต ฐานค ออะไร 74. ในการตรวจสอบสมมต ฐาน (Testing of hypothesis) สามารถทาได อย างไรบ าง 74.1 74.2 74.3 75.ในการตรวจสอบเพ อย นย นว าสมมต ฐานถ กต องหร อไม น น ต องทาอย างไรการทดลองจ งจะไม ล มเหลว 76. ต วแปร (Variable) ค ออะไร แบ งได เป นก ประเภท อะไรบ าง 76.1 76.2 76.3 77. ต วแปรต นค ออะไร
78. ต วแปรตามค ออะไร 79. ต วแปรควบค มค ออะไร 80. การควบค มต วแปร เป นเทคน คสาค ญในข นตอนใดของกระบวนการทางว ทยาศาสตร 81. การว ดการทดลองแต ละคร ง ประกอบด วยกล มการทดลองก กล ม อะไรบ าง 82. กล มทดลองหร อช ดทดลอง (Experimental group) ค ออะไร 83. กล มควบค มหร อช ดควบค ม (Controlled group) ค ออะไร 84. กล มควบค มในการทดลองทางว ทยาศาสตร จะเป นประโยชน ต อผ ทดลองในด านใด 85. การออกแบบหร อการวางแผนการทดลองเพ อแก ป ญหาทางว ทยาศาสตร จะกระทาเม อใด
86. สมมต ฐานท ต งข นจะเช อถ อได มากน อยเพ ยงใดข นอย ก บส งใด 87. ในกระบวนการทางว ทยาศาสตร ถ าหากผลท ได ขากการทดลองไม สอดคล องก บสมมต ฐาน จะต องทาอย างไร 88. ข นตอนของกระบวนการทางว ทยาศาสตร ข อใดท ช วยนาไปส การสร ปผล และการศ กษาต อไป 89. สมมต ฐาน เป ดท ก นอาหารขาดแคลเซ ยมจะทาให เปล อกไข บางเปราะและแตกง าย จากคา กล าวน ควรออกแบบการทดลองเพ อตรวจสอบสมมต ฐานน ได อย างไร 90. จากข อ 89 จงกาหนดต วแปรให ถ กต อง 90.1 ต วแปรต น :... 90.2 ต วแปรตาม :... 90.3 ต วแปรควบค ม :... 91. หากไม ม การควบค มต วแปรควบค ม น กเร ยนค ดว าจะเก ดอะไรข น
92. จากตารางจงตอบคาถามให ถ กต อง ความเข มข นของน าตาลในน าล นจ ปร มาณแก สคาร บอนไดออกไซด (cm 3 ) คร งท 1 คร งท 2 คร งท 3 ค าเฉล ย 4 2.90 3.20 3.40 3.17 5 3.30 3.50 3.50 3.43 6 3.80 3.90 3.80 3.83 7 3.90 4.20 4.00 4.03 8 4.20 4.40 4.30 4.30 9 4.00 4.50 4.40 4.30 92.1 น กเร ยนจะอธ บายผลการทดลองน อย างไร 92.2 น กเร ยนค ดว าผลการทดลองน เช อถ อได หร อไม อย างไร 92.3 ทาไมจ งทาการทดลองถ ง 3 คร ง 92.4 ถ าทาการทดลองอ กคร ง ข อม ลจะเหม อนเด มหร อไม อย างไร 93. การว เคราะห ข อม ลค ออะไร
94. หากไม ม การว เคราะห ข อม ลจะเก ดอะไรข น อย างไร... 95. จากตารางจงตอบคาถามให ถ กต อง ความเข มข นของน าตาลในน าล นจ ปร มาณแก สคาร บอนไดออกไซด (cm 3 ) คร งท 1 คร งท 2 คร งท 3 ค าเฉล ย 3 3 4 3 3.3 4 4 8 3 5 5 5 4 4 4.6 6 5 5 5 5 7 6 6 8 6.6 8 7 7 6 6.6 จากข อม ลท ได น ม ความน าเช อถ อหร อไม เพ ยงใดและม ว ธ การแก ไขอย างไร 96. ความร ทางว ทยาศาสตร แบ งเป น 4 ประเภทอะไรบ าง 96.1 96.2 96.3
96.4 97. Fact หมายถ งอะไร 98. Data หมายถ งอะไร 99. Law หมายถ งอะไร 100. Theory หมายถ งอะไร 101. กฎ และทฤษฏ สามารถเปล ยนแปลงได หร อไม 102. การสร ปผลท ด ควรม ล กษณะอย างไร 103. การสร ปผลม ความส มพ นธ ก บว ตถ ประสงค ของการทดลองอย างไร
104. ให น กเร ยนเข ยนแผนผ งเพ อแสดงว าว ชาช วว ทยา ประกอบด วยอะไรบ าง ม รายละเอ ยดอย างไร... Biology Knowledge 105. จากตารางต อไปน เมล ดถ วเข ยวภาชนะท 1 เมล ดถ วเข ยวภาชนะท 2 เมล ดถ วเข ยวภาชนะท 3 งอกเป นลาด บท 3 งอกเป นลาด บท 2 งอกเป นลาด บท 1 จากการทดลองท ได ข างต น ได จากช ดการทดลองข างล าง ค อการเพาะเมล ดถ วเข ยวในด น ชน ดต างๆ 3 ล กษณะ จากน นจ งทาการรดน าสม าเสมอ ท ง 3 ภาชนะแล วเปร ยบเท ยบลาด บการงอก ของเมล ดถ วเข ยว เมล ดถ วเข ยว......... 1 2 3 ด นเหน ยว ด นร วน ด นทราย
105.1 จากข อม ลข างต น จ ดประสงค ของการทดลองค ออะไร 105.2 สมมต ฐานของการทดลองน ค ออะไร 105.3 น กเร ยนจะสร ปผลการทดลองว าอย างไร 106. ข อม ล ข อเท จจร ง กฎ ทฤษฏ แตกต างก นอย างไร และส มพ นธ ก นอย างไร 107. จงยกต วอย างกฎ และทฤษฏ ทางช วว ทยาท น กเร ยนร จ กมาอย างละ 1 ต วอย าง 107.1 กฎ :... 107.2 ทฤษฏ :...
108. น กเร ยนคนหน งส งเกตเห นว าไก ก นข าวท ง 2 ชน ด ค อท งข าวเปล อกและข าวข ดส ซ งต อมาเขา ต องการเล ยงไก เขาจ งอยากร ว าไก ก นข าวชน ดใดจ งจะโตเร วกว า จากข อความจงปฏ บ ต ตามลาด บ ข นตอนทางว ทยาศาสตร เพ อหาข อสร ปว าไก ก นข าวชน ดใดแล วโตเร วกว าก นอย างละเอ ยด 109. ว ทยาศาสตร บร ส ทธ และว ทยาศาสตร ประย กต ต างก นอย างไร
110. น กเร ยนค ดว าความร ทางว ทยาศาสตร สามารถเปล ยนแปลงได หร อไม จงยกต วอย างประกอบ 111. ว ธ การทางว ทยาศาสตร จาเป นต องประกอบด วย 5 ข นตอนเสมอไปหร อไม เพราะเหต ใด 112. จงพ จารณาข อความต างๆเหล าน แล วจ บค ให ถ กต องว าข อความน นเป นท กษะกระบวนการทาง ว ทยาศาสตร หร อความร ทางด านใด A : การส งเกต B : การกาหนดป ญหา C : การต งสมมต ฐาน D : การตรวจสอบสมมต ฐาน E : การว เคราะห และสร ปผล F : ข อเท จจร ง G : ข อม ล H : กฎ I : ทฤษฏ ข อท ข อความ ต วเล อกท น กเร ยนเล อก 112.1 การหล นของแอปเป ลเป นไปตามเร องของแรงโน มถ วง 112.2 สมมต ฐานท ได ร บการย นย นว าถ กต องแล วหลายคร ง 112.3 ความจร งท สามารถอ างอ งได 112.4 การกาหนดต วแปรต น 112.5 พ ชส งเคราะห ด วยแสงได อย างไร 112.6 ดอกก หลาบม ส เหล อง ม กล นหอม 112.7 การกาหนดช ดควบค มและช ดทดลอง 112.8 การรวบรวมข อม ลความร ต างๆ 112.9 การคาดคะเนคาตอบ 112.10 คาตอบท ย งไม ม การทดลอง ย งไม ม การย นย นความจร ง 112.11 ต องส มพ นธ ก บข อม ล กะท ดร ด ช ดเจน เป นล ทางในการ
ตรวจสอบ 112.12 การนาผลการทดลองมาเปร ยบเท ยบด ความส มพ นธ 112.13 ต นไม ท ปล กในท ร มจะส งกว าท ปล กกลางแจ ง 112.14 ส น ขด กว าแมว 112.15 แสงเป นป จจ ยสาค ญต อการสร างอาหารของพ ช 112.16 อธ บายป ญหาได ช ดเจนส มพ นธ ก บป ญหาและข อม ล 112.17 ว ว ฒนาการ 112.18 การค ดเล อกตามธรรมชาต 112.19 การใช ประสาทส มผ สในการสารวจส งต างๆ 112.20 ต วแปรท เราต องการทดลองเพ อตรวจสอบด ผลของม น 112.21 กล มควบค ม 112.22 ข อเท จจร งท รวบรวมได จากการส งเกตหร อทดลอง